ขณะนี้คุณอยู่ที่หน้า : รู้จักเมืองไทยตะกาฟุล > บทความเมืองไทยตะกาฟุล
 

ตะกาฟุล ธุรกิจในอิสลาม


บทความโดยอาจารย์บรรจง บินกาซัน
ประธานโครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม มูลนิธิสันติชน
?

นอกจากอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค หรือที่เรียกว่าปัจจัยสี่จะมีความจำเป็นสำหรับมนุษย์แล้ว มนุษย์ยังต้องการหลักประกันความมั่นคงปลอดภัยในการดำรงชีวิตและการดำเนิน ธุรกิจการค้าของตนด้วย ดังนั้น นับตั้งแต่อดีต มนุษย์จึงหาหนทางที่จะสร้างความมั่นคงปลอดภัยและมาตรการบรรเทาความสูญเสีย ต่างๆในการดำรงชีวิตและการทำธุรกิจ ของตนหลากหลายวิธี เช่น จ้างคนคุ้มครอง จ่ายส่วยให้แก่เจ้าเมือง เก็บรักษาพืชผลหรือผลผลิตของตัวเองไว้เพื่อใช้ในยามขาดแคลน เป็นต้น สัญชาตญาณในการเตรียมตัวเพื่อความมั่นคงปลอดภัยและบรรเทาภาระความเดือดร้อน นี้มีอยู่ในสิ่งมีชีวิตแม้แต่สัตว์ เช่น มดรู้จักสะสมเสบียงไว้ในภาวะขาดแคลน คนป่าหันมาปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นหลักประกันความไม่แน่นอนในอนาคต แม้แต่นบียูซุฟเองก็สะสมเมล็ดข้าวไว้เตรียมพร้อมสำหรับภาวะขาดแคลนที่จะเกิด ขึ้นเป็นเวลา 7 ปีตามคำทำนายฝันของท่าน เป็นต้น ศาสนาก็มีหลักคำสอนที่จะช่วยเหลือสมาชิกในสังคมเช่นกัน เช่น หลักคำสอนเรื่องการทำทานที่มีในทุกศาสนา
นอกจาก นี้แล้ว รัฐก็มีหน้าที่หลักในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยและบรรเทาความเดือดร้อนให้ แก่ประชาชนของตนด้วย นี่คือเหตุผลว่าทำไมประชาชนจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายภาษีให้แก่รัฐ บางประเทศที่ใช้นโยบายรัฐสวัสดิการอย่างเช่นอังกฤษ ก็ดำเนินนโยบายประกันสังคมโดยการเรียกเก็บภาษี(เบี้ย)ประกันสังคมจากประชาชน ในอัตราสูงโดยรัฐรับประกันการรักษาพยาบาล ให้ฟรีและ มีเงินบำนาญให้หลังการปลดเกษียณ

การประกันภัยก่อนสมัยอิสลาม
ในสมัย ก่อนหน้าอิสลาม เมื่อพ่อค้าชาวอาหรับจะนำกองคาราวานออกเดินทางไปค้าขายยังแดนไกล ชาวอาหรับรู้ดีว่าเส้นทางในทะเลทรายมีอันตรายจากทั้งโจร และภัยธรรมชาติ ดังนั้น ก่อนออกเดินทาง พ่อค้าชาวอาหรับก็จะนำเงินส่วนหนึ่งมารวมไว้เป็นกองกลางโดยให้คนที่ไว้ใจได้ เป็นผู้ดูแล และตกลงกันว่าถ้าหากพ่อค้าคนใดประสบภัยหรือความเสียหายระหว่างการเดินทางค้า ขาย เงินกองกลางนี้ จะถูกนำไปช่วยบรรเทาทุกข์ หรือความเสียหายให้แก่พ่อค้าคนนั้น หากกองคาราวานเดินทางกลับมาโดยปลอดภัย เงินกองกลางก็จะถูกแบ่งให้ผู้ดูแลเงินส่วนหนึ่งเป็นค่าจ้าง ส่วนที่เหลือก็จะคืนให้แก่สมาชิกผู้จ่ายเงิน วิธีการเช่นนี้ในภาษาอาหรับเรียกว่า "ตะกาฟุล" ซึ่งหมายถึงความร่วมมือเพื่อช่วยเหลือกันในหมู่คณะ

ประกันภัยกลายเป็นธุรกิจ
เมื่อโลกเจริญก้าวหน้าไปตามกาลเวลาและการดำเนินธุรกิจการค้ามีความสลับซับ ซ้อนขยายกว้างออกไปมากยิ่งขึ้น รัฐไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชน พ่อค้าและนักธุรกิจในการให้หลักประกันความปลอดภัยและ การบรรเทาความเดือดร้อนได้อย่างเพียงพอและทันการ ภาระนี้ส่วนหนึ่งจึงถูกปล่อยให้เอกชน เข้ามาดำเนินการกันเองในรูปขององค์กรการกุศลและ องค์กรบรรเทาทุกข์ เช่น สมาคมฌาปนกิจ สมาคมสงเคราะห์ต่างๆ และบริษัทประกันภัย ซึ่งทำหน้าที่รับประกันวินาศภัยและประกันชีวิตเพื่อแบ่งเบาภาระหน้าที่ของ รัฐ ในการดูแลช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์ของสมาชิกในสังคม ดังนั้น การประกันภัยจึงกลายเป็นธุรกิจขึ้นมาด้วยความจำเป็นของสถานการณ์

ของดีที่ควรเก็บไว้ และของเสียที่ควรแก้ไข
จะเห็นได้ว่าธุรกิจประกันภัยสมัยใหม่มีทั้งสิ่งที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ และวิธีการที่ขัดต่อบทบัญญัติศาสนาอิสลามอยู่รวมกัน
สิ่งดีที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของอิสลามก็คือการช่วยเหลือกัน ในหมู่ผู้เอาประกัน โดยการจ่ายค่าเบี้ยประกันเพื่อให้บริษัทประกัน เป็นผู้บริหารงานรับประกัน แต่เนื่องจาก บริษัทประกันเป็นเอกชนและดำเนินธุรกิจ ดังนั้น เป้าหมายของบริษัทประกันก็คือกำไร ยิ่งมีผู้เอาประกันมีจำนวนมาก บริษัทประกันก็ยิ่งมั่นคง และยิ่งเจริญเติบโต เพราะธุรกิจประกันก็เหมือนกับ ธุรกิจอื่นๆที่ต้องใช้หลัก "จำนวนมาก" เป็นฐานในการทำธุรกิจ ถึงแม้ธุรกิจประกันจะเป็นธุรกิจที่รับความเสี่ยง แต่ก็เป็นความเสี่ยงที่ถูกคำนวณมาเป็นอย่างดีแล้วว่า อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้และทำกำไรดี เพราะถึงแม้คนจะจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพหรือประกันรถยนต์ แต่ก็ไม่มีใครอยากจะป่วย หรืออยากจะขับรถชนใคร หรืออยากให้ใครมาชน ดังนั้น ธุรกิจนี้จึงต้องมีฝ่ายหนึ่งได้และฝ่ายหนึ่งเสีย
ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรที่จะทำลายร่องรอยของความเสี่ยงเยี่ยงการพนัน นี้ให้หมดไป จากการธุรกิจประกัน ? และทำให้ผู้ที่ร่วมเอาประกัน เปลี่ยนความรู้สึกจาก "ความเสี่ยง" มาเป็น "ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน" หรือที่ศัพท์ทางวิชาการอิสลามเรียกว่า "ตะกาฟุล"

ตะกาฟุล ประกันภัยแบบอิสลาม
โดยปกติ เมื่อผู้เอาประกันจ่ายเบี้ยประกันไปแล้ว ผู้เอาประกันจะไม่รู้เลยว่าบริษัทประกันจะบริหารและจัดสรรเงินเบี้ยประกัน อย่างไร เพราะเมื่อซื้อประกันแล้ว ผู้เอาประกันก็ถือว่า "เป็นเรื่องของเอ็ง รถข้าประสบอุบัติเหตุเมื่อใด เอ็งจ่ายเงินประกันให้ข้าก็แล้วกัน" ความคิดดังกล่าวจึงเป็นความคิดแบบตัวใครตัวมัน ขอให้ตัวเองได้ก็แล้วกัน แต่ความคิดเช่นนี้จะหมดไปถ้าหาก
1) ผู้เอาประกันได้รู้ว่าเบี้ยประกันของตนจะถูกหักออกไปจำนวนหนึ่ง สมมุติ 2.5% เป็น "เงินบริจาคช่วยเหลือผู้เอาประกันกันคนอื่นๆที่ประสบภัย" และตัวเลขนี้ต้องระบุให้ชัดเจนว่าเป็นอะไรและจำนวนเท่าใด
2) ผู้เอาประกันได้รู้ว่าเขาเป็นหุ้นส่วนในบริษัท ที่เขาจ่ายเบี้ยประกันด้วย บริษัทประกันไม่ใช่เจ้ามือ แต่เป็น คณะผู้รับมอบอำนาจ ในการบริหารเงินเบี้ยประกันของพวกเขา ในการนำไปช่วยเหลือสมาชิกผู้จ่ายเบี้ยประกัน ร่วมกับพวกเขาเมื่อประสบอุบัติเหตุ เจ็บไข้ได้ป่วยหรือเสียชีวิต ตามที่ตกลงกันไว้ในกรมธรรม์ แต่เมื่อบริษัทต้องมีผู้บริหาร ผู้จัดการ พนักงาน ค่าใช้จ่ายต่างๆ พวกเขาก็ยินดีที่จะจ่าย ขอให้กำหนดมาให้ชัดเจนก็แล้วกัน
ส่วน เงินที่เหลือจากนั้น บริษัทผู้บริหารเงินประกัน จะต้องใช้ความสามารถในการนำไป แสวงหารายได้ ที่ไม่ขัดต่อบทบัญญัติศาสนาอิสลาม (ชะรีอ๊ะฮฺ) หากได้กำไรก็จะปันผล แก่ผู้จ่ายเบี้ยประกัน ตามสัดส่วนที่ตกลงกันไว้ เมื่อกรมธรรม์ครบอายุ ในกรณีของการประกันอุบัติเหตุ หรือนำไปสะสมไว้ ในบัญชีของผู้ถือกรมธรรม์ประกันชีวิต ในระยะยาว เงินกำไรนี้ บริษัทสามารถที่จะนำส่วนหนึ่งไปสะสมไว้ใน "บัญชีบริจาค" ก็ได้เพื่อเป็นการเพิ่มสวัสดิการ แก่สมาชิกและรักษาบรรยากาศ การแข่งขันในการให้บริการ
หากเป็นไปดังที่กล่าวมาข้างต้น ธุรกิจประกันก็ไม่มีอะไรที่ขัดต่อ บทบัญญัติศาสนาอิสลาม

การเติบโตของธุรกิจตะกาฟุล
ถึงแม้อิสลามจะเริ่มต้นที่ซาอุดีอารเบีย แต่การนำหลักการอิสลามมาประยุกต์ใช้ ในธุรกิจตะกาฟุลกลับเริ่มต้นที่ซูดาน และมาเติบโตที่มาเลเซีย บริษัทตะกาฟุลของมาเลเซียถูกจัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2527 หลังจากที่ได้มีการก่อตั้ง ธนาคารอิสลามขึ้นมาก่อน ทั้งนี้เนื่องจากธุรกิจประกัน เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับธุรกิจธนาคาร และเนื่องจากรัฐบาลประเทศมาเลเซีย มีนโยบายที่จะให้ระบบการเงินอิสลาม เป็นทางเลือกของประชาชนที่นับถืออิสลาม รัฐบาลมาเลเซียก็ได้ออกพระราชบัญญัติ ตะกาฟุลมาสนับสนุน จนธุรกิจตะกาฟุลของมาเลเซีย มีความเข้มแข็ง
อาจกล่าวได้ว่า ในปัจจุบัน ถึงแม้มาเลเซียจะเป็นประเทศเล็กๆที่มีประชาชนนับถืออิสลาม ประมาณ 60 % แต่ประเทศมุสลิมทั่วโลก ก็ยอมรับว่ามาเลเซียเป็นชาติผู้นำ และเป็นแบบอย่างทางด้านสถาบันการเงินอิสลาม ธุรกิจตะกาฟุลเติบโตอย่างรวดเร็ว และมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในมาเลเซีย ถึงแม้ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียจะประสบปัญหาเศรษฐกิจฟองสบู่แตก ในปี พ.ศ.2540 แต่ด้วยระบบของอิสลาม ทั้งธนาคารอิสลาม และธุรกิจตะกาฟุลของมาเลเซีย ก็สามารถยืนท้าทายฝ่าวิกฤต มาได้อย่างสง่างาม เป็นหลักฐานพิสูจน์ว่าระบบของอิสลาม สามารถนำมาใช้ได้ในโลกปัจจุบัน
หากเป็นไปดังที่กล่าวมาข้างต้น ธุรกิจประกันก็ไม่มีอะไรที่ขัดต่อ บทบัญญัติศาสนาอิสลาม
© 2555 บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต Login